แม้ว่าสถานการณ์เริ่มตึงเคลียดขึ้นระหว่าง ไทยและ เขมร เป็นเพราะสาเหตุเกิดจากสองเฒ่าที่มีปัญหาต่างกันแต่ว่ามาลงเอ๋ยด้วยผลประโยชน์ที่ลงตัวและ พร้อมจะปฏิบัติการลวงโลก ด้วยกัน
เฒ่าแรก ขายตัวเอง เพื่อตัวเอง เฒ่าฮุน เซน
เฒ่า ฮุน เซน เขาว่ากันว่าที่ให้เกิยรติ เฒ่าแม้ว ขนาดนี้เพราะว่า รัฐบาล "กำลังถังแตก" การบริหารประเทศล้มเหลวมาเจอะภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าให้จึงเดินไม่ถูก มีข่าวประกาศขึ้นเงินเดือนให้ราชการเกือบ 100% แต่พอผ่านมาไม่กี่เดือนประกาศลดเงินเดือน ข้าราชการ ลงมาเหมือนเดิมเพราะว่าไม่มีเงินจ่าย เลยหันมา " สร้างกระแสรักชาติ " อีกครั้ง เพราะเคยใช้ได้ผลมาหลายครั้ง พร้อมกับกลบกระแสความล้มเหลวของตัวเอง
ทางรอดทางเดียวต้องรีบหาผลประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในพื้นที่ซับซ้อนให้เร็วที่สุด ก่อนตัวเองจะตกจากบันลัง แต่ว่าถึงอย่างไรต้องมาพึงพา เฒ่า แม้ว เพราะต้องการคอนเน็ทชั่น ของเฒ่าแม้ว พร้อมกับขอร่วมธุรกิจ เพราะตัวเองไม่มีเงินมากพอ
ข้อมูลที่พอที่อ้างอิงได้ จากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ระหว่างเดือน ม.ค.- กพ 52
1. สถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา
ในระยะ 2 เดือนแรกของปี 2552 เศรษฐกิจของกัมพูชามีการถดถอยอย่างเห็นได้ชัดจากการก่อสร้างที่ลดลงตั้งแต่ปลายไตรมาส ปี 2551 ร้อยละ 7 การส่งออกการ์เม้นท์ ใน 2 เดือนแรกของปีนี้ลดลงจากปีก่อนในช่วงเดียวร้อยละ 6 ทำให้มีการจ้างงานลดลง จำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้น ด้านการท่องเที่ยวซบเซานักท่องเที่ยวลดลงทั้งนักท่องเที่ยวจากแดนไกลรวมถึงไทย จะมีเพิ่มก็แต่เวียดนามที่เข้ามาท่องเที่ยวอย่างสะดวกสบายโดยทางรถยนต์โดยสารประจำทาง วิ่งตรงระหว่างประเทศ แถมไม่ต้องจ่ายค่าวีซ่า อย่างไรก็ตามโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญเช่น ในจังหวัดเสียมเรียบ จังหวัดกรุงพระสีหนะ และในราชธานีพนมเปญ ห้องพักมีอัตราว่างกว่าร้อยละ 40 สินค้าเกษตรที่รัฐบาลหวังให้เป็นตัวผลักดัน GDP มีราคาตกต่ำ เนื่องจากส่งไปไทยไม่ได้ เพราะไทยปิดด่านไม่ให้มันสำปะหลัง ข้าวโพด และข้าว จากกัมพูชาเข้าไทยเพราะกลัวการสวมสิทธิ์รับจำนำของรัฐบาล ทำให้กัมพูชากล่าวโทษว่าเป็นเพราะไทยไม่ให้สินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด ทำให้สินค้าดังกล่าวมีราคาตกต่ำ ประชาชนไม่มีเงินใช้หนี้ ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นลูกโซ่ต่อกันไป จนเกิดปัญหาด้านสังคมตามมา ในปี 2552 คาดว่าคนกัมพูชาจะถูกจัดอยู่ใต้เส้นความยากจนเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 200,000 คน
2. การค้าระหว่างไทยและกัมพูชา
ในปี 2551 การค้าระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่ารวม 2,130.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการส่งออกจากไทยไปกัมพูชา มูลค่า 2,040.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไทยนำเข้าจากกัมพูชา มูลค่า 90.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยได้ดุลการค้า 1,950.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
จะเห็นได้ว่า กัมพูชา กำลังมีปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจและยากที่จะแก้ไข ถึงแม้ว่าจะมีที่ปรึกษา อย่าง เฒ่าแม้ว ก็ไม่ใช่ผู้วิเศษที่ใหนจะมาเศกให้ กัมพูชา ขึ้นมาจากเหวลึกได้โดยฉับพลัน ในเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาได้ต้องสร้างบทภาพยนต์ขึ้นมาเพื่อลวงประชาชนตัวเองและประชาชนทั่วโลก ซึ่งเป็นหนทางที่ถนัดดีของ เฒ่าแม้ว พร้อมกับการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้รับจากอนิสงค์คราวนี้ด้วย
ไม่ต้องเอ๋ยว่า ขายชาติ เป็นอย่างไรประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยจำลึก บรรพบุรุษที่ ขายชาติใว้ ว่าพฤติกรรมและการกระทำเป็นเช่นไรและผลสุดท้ายจะได้รับกรรมจากผลที่กระทำต่อชาติผืนแผ่นดินของตัวเองเป็นเช่นไร พฤติกรรมของการกระทำของ เฒ่าแม้ว แสดงให้เห็นว่ากระทำทุกวิถีทางเพื่อตัวกูเอง โดยไม่สนใจชาติบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร ทั้งๆที่บรรพบุรุษ ลุกเมีย ตัวเองยังอาศัยประเทศไทยกินนอน ณปัจจุบันนี้
การต่อสู้ที่ยาวนาน เพราะการตีงู หลังหัก ของ คมช บวกกับความรวยของเฒ่าแม้ว จึงมีเวลาและมีเวทีที่ให้เล่นได้ยาวนานขึ้น และสามารถที่จะสร้างเครือข่ายได้มากขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศด้วยอำนาจเงินที่มีอยู่ ต้องการตัวเองเหมือน นางฮอง ซาน ซูจี สร้างภาพให้ตัวเองเป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งๆที่เป็นแค่นักโทษหลบหนีคดี
สมรู้ร่วมคิด กับเฒ่า ฮุน เซน สร้างราคาปั่นกระแส โดยไม่แคร์สังคมโลกจะมองอย่างไร ประมาณว่า " ด้านได้อายอด " ขอให้ได้ตามที่ต้องการ อย่างเดียวไม่สนประชาชนสองประเทศจะเป็นอย่างไร
เฒ่าฮุน เซน เล่นตามบท เฒ่าแม้ว ออกมาตอกย้ำ เพื่อสร้างราคา สร้างข่าว สร้างเรื่อง สร้างภาพให้ตัวเอง อาจจะนึกว่าคนทั่วโลก ติดตามการกระทำของตัวเอง ไม่ทัน จะลวงไปทั้งโลก
เมื่อ เด็กน้อยในสายตาของสองเฒ่า ออกมาตอบโต้ เฒ่าแม้วยังมากล่าวหาอีกว่า โอเวอร์เกินไป กลับไปปกป้อง เฒ่า ฮุน เซน ไม่ได้มองประเทศตัวเองว่า ถูกยำยี่ ขนาดใหน เอาแต่ความสะใจ อยากจะชนะ ลืมนึกไปว่า ประชาชนชาวไทย มีใจรักชาติ ไม่เหมือนพวกเสื้อแดงบางคนทีเป็นไทย แต่หัวใจเขมร
ผลสุดท้ายจะจบ แบบใหน ผลกรรมที่ตามมาติดๆ เฒ่าฮุน เซน อาจจะตกจากบันลัง เร็วกว่ากำหนด พร้อมกับ เฒ่าแม้ว ที่พบจุดฝั่งตัวเอง ที่เขมร ไม่ช้าก็เร็ว สำหรับ สองเฒ่า...ผู้ลวงโลก.!!
ขอบคุณภาพnation Groupและข้อมูลจาก http://www.depthai.go.th/DEP/DOC/52/52001991.doc